คิด วิเคราะห์ แยกแยะ
posted on 08 Feb 2008 00:16 by bluechat
วันนั้นเป็นวันที่ผมยังจำได้ไม่มีวันลืม เป็นวันหนึ่งในช่วงที่ผมยังเรียนอยู่ ม.3
ตอนนั้นเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ในเวลานั้นผมเป็นเด็กที่แทบจะเรียกได้ว่าขี้เกียจโคตร ๆ เลยล่ะ เรียนก็ไม่สนใจเรียน
การบ้านมีก็ไม่ค่อยทำ รอลอกอย่างเดียว แถมหลับในห้องนี่ บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ถึงขนาดที่ว่าสำเร็จวิชา
หลับในท่าตั้งใจเรียนเลยล่ะ (ตลอดช่วง ม.ต้น+ม.ปลาย มีครูที่จับได้ว่าผมแอบหลับอยู่ 4 คน เองนะเออ!!)
กลับเข้าเรื่อง วันนั้นก็เป็นวันเรียนธรรมดา ๆ ขณะที่ผมกำลังเกิดอาการเบื่อ เริ่มสลึมสลือ กำลังจะหลับอยู่นั่นเอง
อาจารย์ที่สอนอยู่นั้น อยู่ดี ๆ ก็เงียบไปครู่หนึ่ง (ท่าจะเห็นว่าเด็กเริ่มหลับกันไปกว่าครึ่งห้องแล้ว) ซักครู่อาจารย์
ท่านนั้นก็พูดขึ้นมา
"นักเรียนครับ รู้มั้ยครับว่าคนเราทุกคนต้องรู้จักใช้ ค - ว - ย" (กรุณาอ่านแยกพยางค์ อย่าอ่านเป็นคำเด็ดขาด
อ้อ ลืมบอกไปโรงเรียนผมโรงเรียนชายล้วนน่ะ )
เอาสิครับอยู่ดี ๆ อาจารย์พูดขึ้นมาอย่างนี้ ทั้งห้องก็เลยอึ้งครับ ปกติอาจารย์ท่านนี้ก็ชอบปล่อยมุกหน้านิ่ง ๆ อยู่แล้ว
คราวนี้ทั้งห้องก็เลยเงียบกริบไม่รู้ว่าคราวนี้แกจะมาไม้ไหน (ก็เล่นพูดออกมาเป็นคำที่ปกติอาจารย์ไม่ควรพูดนี่นะ)
"เอ้า... เงียบ ผมรู้ว่าคิดอะไรกันอยู่" ........ ห้องเงียบต่อไปอีกซักพัก " คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ย่อก็คือ ค - ว -ย"
"อ้อ!!!" ทั้งห้องอุทานขึ้นพร้อมกัน และหัวเราะ กับสิ่งที่อาจารย์เพิ่งพูดไป
ด้วยความที่ยังเด็กผมก็คิดว่ามันเป็นแค่มุกที่อาจารย์ท่านปล่อยออกมาเพื่อเรียกสติเด็ก ๆ ให้กลับมาเข้าบทเรียน
เวลาผ่านหลายปี ผมกลับมาคิดถึงเรื่องในวันนั้นอีกครั้ง ผมกลับพบว่าไอ้ ค - ว - ย ของอาจารย์นั้นมีความหมาย
ลึกซึ้งกว่าที่คิด พอได้ลองคิดให้รอบคอบ มันกลับเป็นคำสอนที่มีประโยชน์ต่อตัวผมมาก และผมจะนึกถึงหลัก
ค - ว - ย นี่อยู่เสมอเวลาที่จะทำอะไรก็ตาม แต่ส่วนที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับผมที่ผมใช้ตลอดมาคือ
"การสร้างสรรค์สื่อ และการรับสื่อ"
คิด
สำหรับการสร้างสรรค์สือก่อนที่จะลงมือควรจะคิดก่อนเสมอ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำต่อไปนี้คือ อะไร ทำไปเพื่อใคร
มีจุดประสงค์อะไร และจะทำมันได้อย่างไร คิดและวางแผนให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะลงมือทำจะได้สามารถ
บริหารเวลา และทำผลงานออกมาได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนการรับสือ ก็ควรจะคิดก่อนว่าสื่อที่เราได้รับนี่ มีความน่าเชื่อถือแค่ไหนก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อเนื้อหาที่ได้รับ
เพราะสื่อมันไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงเสมอไป เพราะสื่อใคร ๆ ก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้
วิเคราะห์
หลังจากคิดและลงมือทำเรียบร้อยแล้ว ก็ควรจะวิเคราะห์ในสิ่งที่เพิ่งได้ทำไปด้วย อย่างเช่น วิเคราะห์ว่า งานที่
เพิ่งทำไปประสบผลสำเร็จมั้ย มีผลตอบรับกลับมาอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ประสบผลสำเร็จก็มานั่งวิเคราะห์ดูว่า ทำไม
งานชิ้นนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ วิเคราะห์หาจุดดี และจุดเสียของงาน เพื่อจะได้เอาไปปรับปรุงแก้ไขในงานต่อไป
สำหรับการรับสือก็เช่นเดียวกัน วิเคราะห์ดูถึงที่มา แหล่งข่าว ความน่าเชื่อถือและความน่าจะเป็นก่อนที่จะรับรู้
และเชื่อในสิ่งที่เห็น แล้วจึงวิเคราะห์ถึงจุดประสงค์ของสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ และบางครั้งที่สื่ออาจจะมีนัยยะ
แอบแฝงที่ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่กลับซ่อนข้อความที่เหลือเชื่อไว้ เช่น Entry ที่ผมเขียนไว้เมื่อครั้งที่แล้ว
แยกแยะ
สำหรับการแยกแยะ เหมือนกันทั้งการสร้างสื่อและการรับสื่อ คือแยกแยะว่าอะไรที่ควรรับ และไม่ควรจะรับเอาไว้
อย่างการสร้างสื่อ ก็ย่อมมีคนวิจารณ์ผลงานตามมา แน่นอนว่าย่อมมีทั้งคำวิจารณ์ที่ดีและไม่ดี บางครั้งก็ได้รับ
คำชม และบางครั้งก็จะได้รับคำติ ซึ่งคำตินี้ก็ยังแยกออกเป็น ติเพื่อก่อ กับติเพื่อความสะใจ ดังนั้นก็แยกแยะ
เอาแต่เฉพาะสิ่งที่นำมาใช้ได้มา ส่วนที่เอามาใช้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปสนใจทิ้งมันไว้อย่าให้มารบกวนจิตใจครับ
ส่วนการรับสื่อ ผู้ทำสื่อทุกคนย่อมมีความคิดของตัวเองทั้งนั้น การจะหาความเป็นกลาง 100% นั้นไม่มีทาง
เป็นไปได้แน่นอน ดังนั้นเราต้องแยกแยะครับว่าส่วนไหนเป็น อคติ ส่วนไหน เป็นความจริง แยกเอามาแต่ส่วน
ที่เป็นประโยชน์ เอามาแต่ส่วนที่เชื่อถือได้ เช่นนั้นเองคือการรับสื่ออย่างมีประสิทธิภาพ
ที่ผมเขียน Entry นี้ขึ้นเพราะผมรู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมาผมเห็นจาก webboard หลายที่มากที่หลาย ๆ คนรับสื่อ
โดยขาดการ คิด วิเคราะ และ แยกแยะ หลายคนตอบ ๆ กระทู้ไปโดยไม่ได้คิดอะไรแม้แต่น้อยด้วยซ้ำสักแต่ว่า
ตอบไปเพื่อบ่งบอกให้รับรู้ว่า ผมเข้ามาดูแล้วนะ... ขอยกตัวอย่างกรณีที่เห็นชัดเจนที่สุดที่ผ่านมาไม่นานนี้
ก็อย่างเช่น เรียงความวันเด็กของท่าน พลจัตวาภูภู่ ที่มีคนเชื่อเป็นตุเป็นตะ ว่านั่นเป็นเรียงความที่เด็กประถม
ได้เขียนขึ้นมาจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ท้าย Entry ก็บอกไว้แล้วว่า "เนียน" หรือหากทำการคิดและวิเคราะห์ดูสักนิดก็น่า
จะรู้ได้ไม่ยากว่า การเขียนแบบนี้ไม่มีทางที่จะมีเด็กตัวเล็ก ๆ จะกล้าเขียนไปส่งครูหรอกครับ ถ้ามีเด็กคนนั้นก็คง
จะเป็นเด็กที่ออกจะกล้าหาญบ้าบิ่นเกินไปสักนิด และเป็นที่น่าสงสัยว่า โรงเรียนนนั้นครูไม่มีประสิทธิภาพถึง
ขนาดปล่อยให้มีเด็กกล้าเขียนเรียงความออกมาแบบนั้นเลยหรือ (ขอโทษคุณภูภู่มา ณ ที่นี้ที่ต้องหยิบมาพูดถึง
เพราะผมเห็นว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมเสียจนมีคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมากมายเหลือเกิน)
การคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างสรรค์สือ และการรับสื่อเท่านั้นแต่มันยังสามารถนำไป
ประยุกค์ใช้ได้อีกมากมายครับอยู่ที่ตัวคุณเองแล้วล่ะว่าจะนำไปใช้กับอะไรได้แค่ไหน นี่คือสิ่งที่ผมอยากถ่ายทอด
ความคิดของผมออกมาก็เท่านั้นเอง
เอาล่ะ อ่านมายืดยาวถึงตรงนี้ ผมคิดว่าตอนนี้กว่าครึ่งของคนที่อ่าน Entry นี้กำลังเชื่อในสิ่งที่ผมเขียนทั้งหมด
โดยไม่ทันได้เอะใจเลยว่า ผมเขียนเรื่องจริงลงไปรึเปล่า เป็นบทความที่ออกมาจากสมองของผมจริง ๆ หรือ
เพราะผมอาจจะลอกเอามาจาก FWD Mail ซักฉบับ หรือเอามาจาก เรื่องเล่าของเพื่อนผมเองก็ได้
แล้วอีกอย่างมันจะมีครูที่กล้าพูดคำว่า ค - ว - ย (อ่านเป็นตัวอักษรแยกพยางค์นะครับ) กลางคาบเรียนจริง ๆ
ขอให้ลองคิดดูดี ๆ ก่อนนะครับก่อนที่จะรับสื่ออะไรไป ตัวคุณเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินใจ.....
.......................................................................................................................................................
เรื่องข้างบนผมสาบานครับว่าผมพูดจริง
ไม่เชื่อไปถามนาย Tom@zzu ได้ หุหุ เพราะมันก็อยู่ตอนนั้น
และผมเ้ชื่อว่ามันก็ยังคงจำได้ถึงเรื่องในวันนั้น
edit @ 9 Feb 2008 00:24:12 by BlueDemon
edit @ 9 Feb 2008 00:25:00 by BlueDemon

火の風

มีประโยชน์ดีแฮะ แต่ไปๆมาๆอ่านช่วงแรกๆ ทำเราตกใจหมดเลยวุ้ย orz"
#1 By 右代宮永次『Alptraum』 on 2008-02-09 00:52