Tag เรียน"มนุษย์ฯ Eng" อย่างคนมีกึ๋น
posted on 03 Oct 2008 04:46 by bluechat in Otherไปอ่านมาแล้วก็ อยากทำเหมือนกัน เผื่อจะได้ไม่มีคนมาเสียใจที่เลือกผิดแบบผม
ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยว่า Entry นี้อาจจะไม่ได้แนะนำอะไรมาก และค่อนข้างจะแปลกแยกจาก
Tag เรียนอย่างมีกึ๋นของคนอื่น ๆ พอสมควรครับ เพราะผม เรียนไม่จบ
ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
อดีต คณะมนุษยศาสตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ ขณะนี้ลาออกแล้ว
สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
โดยหลักแล้วจะเรียนเกี่ยวกับการ ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษในระดับ Advance
ในช่วงปี 1 ก็จะเรียนวิชาเอก การพูด + การเขียนเป็นหลัก แล้วก็มีวิชาบังคับทั่วไปประเภท
สังคมและวัฒนธรรมไทย ศิลปะและวัฒนธรรมบ้างประปราย
วิชาเด่น ๆ ที่ต้องเรียนก็ Oral presentation กับ Written expression ที่หลาย ๆ คนบ่นกัน
ใครที่พูดเก่งก็สบายหน่อยเพราะคะแนนได้ง่าย ๆ จริง ๆ แต่หากใครขี้อายพูดติด ๆ ขัด ๆ
ก็ต้องขัดเกลาตัวเองหน่อยล่ะครับ
พอขึ้นปี 2 ก็เพิ่มการฟัง และการอ่านเข้ามา อย่างพวก Phonetics กับ Phonology
ที่จะเป็นวิชาเกี่ยวกับการฟัง และการออกเสียงให้ถูกต้องอย่างฝรั่งมาพูดเอง
และก็จะเริ่มมีเรียนด้าน วรรณกรรมเข้ามาให้อ่านและ วิเคราะห์กันสนุก ๆ(เรอะ!?)
ยังมี Oral กับ Written ตามมาหลอกหลอนอยู่จากปี 1 เช่นกัน
ขึ้นปี 3 สนุกสนานกับวิชาด้านวรรณกรรมมากยิ่งขึ้น ทั้ง Fiction และ Poetry ที่น้อง ๆ
จะได้มานั่งวิเคราะกันอย่างถึงกึ๋น แน่นอนครับไม่มีหรอกวรรณกรรมสมัยใหม่อ่านสนุก ๆ
มีแต่วรรณกรรมคลาสสิค ปมนู้นปมนี้เยอะแยะมากมาย ที่สำคัญเฟมินิสต์แทบทุกเรื่อง
(ก็อาจารย์ ในเอกนี้แทบทุกคนเป็นผู้หญิงราว ๆ 85% ได้ อาจารย์ผู้ชายอีก 15% เป็น
เกย์ ไม่ก็กระเทยไปซะ 10) ในปีนี้เทอม 1 ก็จะมี Oral กับ Written มาหลอกหลอนเป็น
เป็นเทอมสุดท้ายแล้ว ดีใจได้เลย
แต่พอเทอม 2 น้องๆ ก็จะได้เลือกสายที่ตัวเองต้องการจะเรียน (ทำไมไม่ให้เลือกตั้งกะปี 2 ฟะ?)
แบ่งเป็น 3 สาย (ตั้งแต่นี้ผมบอกละเอียดไม่ได้เพราะลาออกมาก่อนไม่ได้มีประสบการณ์โดยตรง)
1. Skill สายยอดนิยม เนื่องจากเรียนเกี่ยวกับการเอาภาษาอังกฤษไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ
การเรียนก็เช่นเดิมครับ ฟัง พูด อ่าน เขียน ทุกอย่างรวมกัน เรียนหนัก งานเยอะ สอบสบาย เพราะ
คะแนนทั้งหลา่ยแหล่ อยู่ในการทำงานในห้องแล้วเรียบร้อย ดังนั้นความรับผิดชอบต้องสูงมาก
2. Linguistic สายที่คนเลือกรองลงมาจากสาย Skill สายนี้เรียนลึกด้านการออกเสียงและลักษณะของ
ภาษาเป็นหลัก น้อง ๆ จะได้เรียนลึกเข้าถึงทุกอณูของตัวอักษรว่ามันอ่านยังไง และมีที่มาอย่างไร
เรียนสบาย แต่ถึงเวลาสอบ ยัดแบรนด์ 3 โหล นั่งท่องตัวอักษรโฟเนติคยึกยือกันยันเช้า
ไม่ต้่องคิดถึงวีต้า เพราะอ่านไม่ทันไม่ได้นอนหรอก
3. Literature สายที่คนเลือกน้อยที่สุดเพราะ การเรียนแทบจะทุกวิืชา จะว่าด้วยวรรณกรรมต่าง ๆ
ทั้งเรื่องสั้น ละคร นิยาย หรือแม้แต่บทกลอนโรแมนติคเชคเสปียร์ (แต่เรียนไปก็เอาไปจีบใครไม่ได้
หรอกนะเออ เพราะมันเสี่ยวโคตร) ชีวิตของเด็กสายนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ขอเพียงแค่น้อง ๆ รักการอ่าน
ไม่ว่าเรื่องจะน่าเบื่อแค่ไหน ก็ยังอ่านได้ก็ ok แล้วอ่านเสร็จก็วิเคราะห์ วิจารณ์ได้ เ่ท่านี้ก็สบายแล้ว
อ้อ แล้วก็ตอนปี 4 สายนี้ต้องทำละครภาษาอังกฤษเอง 1 เรื่องครับเรื่องอะไรนั้นแล้วแต่ตัวน้อง ๆ เลือกเอง
(อาจารย์จะชอบเป็นพิเศษหากมีประเด็นเกี่ยวกับเฟมินิสต์)
ปี 4 ผมไม่ได้เรียน แต่จากการที่ได้เข้าไปช่วยงานรุ่นพี่ และเพื่อน ๆ ก็จะบอกเท่าที่รู้ครับ
เทอม 1 จะมีวิชาโหดหินก่อนโปรเจคจบ ของแต่ละสายอยู่ ผมไม่รู้ว่าสาย Lingistic กับ Skill คืออะไร
แต่สาย Literature ก็อย่างที่บอกไว้ข้างต้น คือต้องทำละคร 1 เรื่องครับทำโปรดักชั่นเองหมด
ตั้งแต่คิดเรื่อง เสนออาจารย์ ถ้าผ่าน เขียนบท เสนออาจารย์อีกที หลังจากนั้นก็เหมือนกันกับการทำ
ละครใหญ่ ๆ ทั่วไปล่ะครับทั้งจัดหานักแสดง ทำสื่อประชาสัมพันธ์ ทำ Prop ทำ sound จัดตารางการซ้อม
โดยมากตัวคนทำจะไม่ลงไปแสดงเองเพราะแค่งานโปรดักชั่นก็แทบคลั่งแล้ว (อ้อ งานกลุ่มนะวิชานี้)
แต่ใครจะฟิตจัดแสดงด้วย เพราะอยากให้งานออกมาตามที่ต้องการก็ได้ไม่มีใครบังคับ
ส่้วนเทอม 2 ก็คือโปรเจคจบครับ ใครจะทำอะไรก็ได้แล้วแต่ ขอแค่มันแสดงถึงสิ่งที่เราเรียนมาตลอด 4 ปี
ว่าได้เรียนอะไรไปมั่งแค่นั้นก็ ok แล้ว ยกตัวอย่างจากรุ่นก่อน ๆ หลายคนเลือกที่จะทำละคร เพราะมันเจ๋งดี
บางคนทำหนังสือนิยาย (Entry หนูน้อยหมวกขาวนั่นแหละ ถ้ายังจำกันได้ นั่นเป็นโปรเจคจบของเพื่อนผม)
เคยมีรุ่นพี่ผมคนนึงตั้งใจว่าจะทำเป็นนิทรรศการภาพถ่าย แต่ก็ไม่ได้ทำไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
จบชีวิต 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยก็รอรับปริญญา แล้วก็ออกไปผจญภัยในโลกกว้างต่อไป
เกือบลืมเอกภาษาอังกฤษนี้ ไม่ได้บังคับฝึกงานครับใครอยากจะฝึกงานก็ให้ไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษา
ซึ่งอาจารย์ก็จะจัดการให้เราอยากไปฝึกที่ไหนก็บอกได้ หรือจะขอให้อาจารย์จัดให้แกก็ทำได้เหมือนกัน
เกือบลืม 2. อาจารย์เป็นฝรั่งเยอะเหมือนกันนะครับจริง ๆ ถ้าจะให้ดีเลือกเรียน section ที่มีอาจารย์ฝรั่ง
เป็นผู้สอนจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะถึงยังไงเรียนกับอาจารย์คนไทย ก็เรียนเป็นภาษาอังกฤษล้วน ๆ
เช่นเดียวกันครับ แต่อาจารย์คนไทยอาจจะมีสรุปเป็นภาษาไทยให้ฟังบ้างเท่านั้นเอง
สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
อยู่ที่ตัวน้องเองครับว่าเรียนไปแล้วได้อะไร บอกตามตรงวิชาที่เรียนถ้าจบไปเอาไอ้กระดาษแปะฝาบ้าน
ที่หลาย ๆ คนยกย่องเชิดชูแล้วเรียกว่า ปริญญาไปสมัครงานเนี่ย ส่วนใหญ่ ก็เป็นครู ไม่งั้นก็แอร์ฯ มั้ง
บางคนก็ไปเป็นไกด์ หรือทำงานโรงแรม น้อยคนครับที่จะได้เข้าไปทำงานตำแหน่งดี ๆ ในสถานทูต
(ถ้าไม่มีเส้น) หรือหน่วยงานราชการเจ๋ง ๆ (มีจำนวนมากที่ไปไหนไม่ได้กลับมาตายรัง กลับมาเป็นอาจารย์
อยู่ที่คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษเนี่ยแหละ เพราะงั้นจะเห็นว่าอาจารย์หลายๆ คนศิษย์เก่าทั้งนั้น)
แต่ถ้าน้องเรียนจบแล้วเอาความรู้และประสบการณ์ที่ได้ 4 ปีในมหาวิทยาลัยไปใช้สมัคงาน น้องจะทำอะไร
ก็ได้ครับ เพราะเราเรียนแทบทุกอย่าง และเราเลือกวิชาที่จะเรียนได้ อยากเรียนอะไรเรียนไปเลย
เรียนเอก Eng แต่จะไปเรียน อนิเมชั่นของวิจิตรศิลป์ก็ได้ หรืออยากเรียนโฆษณาก็ไม่มีใครห้าม
อยากเรียนทำอาหารของศึกษาคหกรรม ก็ไปเรียนเลย อยากเรียนถ่ายรูปก็มีให้เลือกเรียนเหมือนกัน
บางคนไปทำงานเขียนบทบรรณาธิการหนังสือ บางคนทำงาน TV
บางคนเป็นนักแปล บางคนเป็นนักข่าว บางคนเป็นนักเขียนการ์ตูน
อยากทำอะไรก็ทำได้ ถ้าน้องมีฝีมือ และพิสูจน์ให้เขารู้ว่า น้องเจ๋ง
บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
1. ถามตัวเองครับว่ารักที่จะเรียนภาษาอังกฤษแค่ไหน รักการอ่าน การท่องจำ การพูดภาษาอังกฤษหรือไม่
ถ้าคิดว่าไม่ได้รักอะไรมากมาย อย่าเรียนเลยครับ เดี๋ยวจะเสียใจที่เลือกผิดแบบผม
2. หากคิดว่ารักภาษาอังกฤษล่ะก็ หมั่นฟัง พูด อ่าน เขียนเข้าไว้ครับ อ่านอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาอังกฤษ
จะนิยาย หนัง เกมส์ การ์ตูน อ่าน ๆ มันเข้าไปเถอะ เอาไอ้พวกแบบที่อ่านแล้วตัวเองสนุก ชอบที่จะอ่าน
จะได้ไม่เบื่อก่อน ฟังนี่ก็ฟังเพลงภาษาอังกฤษบ่อย ๆ หรือถ้าไม่ชอบก็ ดูหนัง sound track แบบพยายาม
ไม่ดู subtitle ช่วงแรก ๆ อาจจะลำบากแต่ทำบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ชินครับ พูดอาจจะลำบากหน่อย ตรงที่่อาจจะ
ไม่มีใครให้พูดด้วย ก็พูดอยู่คนเดียวหน้ากระจกนั่นแหละครับ พูดโต้ตอบกับตัวเองก็ได้ ใครจะว่าบ้าก็ช่างมัน
หรือไปทำงานพิเศษร้านอาหารที่มีฝรั่งมาทานข้าวเยอะ ๆ ก็ช่วยได้ อย่างน้อยก็มั่นใจตัวเองขึ้นมาบ้าง
ส่วนการเขียนนี่ไม่รู้แฮะ เอาเป็นว่าไปเล่นเกมส์ online server inter ละกันหรือไม่งั้นก็หัดเข้าไปพูดคุย
ใน webboard งานอดิเรกที่เราชอบของฝรั่งบ้างก็จะช่วยได้เยอะเลยครับ หากสื่อสารกับเขารู้เรื่องก็สบายแล้ว
3. ถ้าอยากได้ "ปริญญา" เรียนตามเพื่อนลงเรียนพวกวิชาง่าย ๆ แจกเกรดสบาย ๆ เข้าไว้
ถ้าอยากได้ "ปัญญา" อย่าเลือกเรียนตามเพื่อนไปหมดเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเรียน แม้ว่ามันอาจจะ
ลำบากเรียนยากแค่ไหนก็ตาม
4. แต่ถ้าเรียนแล้วเกรดย่ำแย่อีกนิดก็จะโดนรีไทร์ล่ะก็ เลือกเรียนวิชาง่าย ๆ แจกเกรดสบาย ๆ ไว้เถอะ
จะได้ช่วยฉุดเกรดขึ้นมาได้บ้าง
อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??
จะเรียนคณะนี้สาขานี้ให้รอด สิ่งที่สำคัญที่ีสุดคือ ใจรักในภาษาอังกฤษครับหากไม่ชอบล่ะก็วิชาการเรียน
จะน่าเบื่อแบบสุด ๆ ตั้งแต่ขึ้น ปี 2 แล้วเพราะต้องมานั่งท่องตัวโฟเนติค (ที่ไม่รู้ว่าจะท่องไปทำต๋งหม่งอะไร)
พอปี 3 ก็มานั่งอ่าน นั่งวิเคราะห์วรรณกรรมและกลอนต่าง ๆ ซึ่งแต่ละเรื่องที่ได้เรียนมันน่าเบื่อเหมือนกับ
นั่งฟังคำปราศัยของนักการเมือง (ที่วิเคราะห์แล้่วก็ไม่เห็นจะจับใจความอะไรได้ แถมยังเอาไปทำอะไรไม่ได้อีก)
ครับ แล้วก็ตามที่บอกไว้ตั้งแต่ต้น Entry ว่าผมเรียนไม่จบ แล้วก็ไม่ได้เสียใจด้วยที่เรียนไม่จบ เพราะตัวผมเอง
ไม่ได้รักภาษาอังกฤษอะไรมากขนาดนั้น ผมเอาเวลาส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยไปเรียนในสิ่งที่ผมอยากเรียน
ผมได้เรียนวิชาที่ผมต้องการหมดแล้ว และผมก็ออกมาเรียน อนิเมชั่น เรียนในสิ่งที่ผมอยากเรียน และก็ได้
ฝึกงานกับบริษัทอนิเมชั่นแห่งหนึ่ง ผมเองก็พอใจ และผมก็ลาออก เพื่อทำงานหาเงิน ส่งให้น้องผมได้เรียน
อย่างสบายใจไม่ต้องกังวลเรื่องเงินต่อไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ผมไม่ได้เขียนชื่นชมในสาขาวิชาที่ผมเรียน
ซักเท่าไหร่นัก เพราะผมไม่ได้ประโยชน์จากมันเท่าไหร่ แต่หากถามเพื่อน ๆ และรุ่นพี่ของผม เขาคงจะตอบ
ว่าเขาได้อะไรไปจากที่นี่มากมาย ซึ่งตัวผมเองนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าเขาได้อะไรกลับไป
เำพราะสิ่งที่จะได้ไปนั้น มันขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนเองทั้งนั้น
แต่ถ้าถามว่าผมได้อะไร ผมได้เพื่อน ได้ประสบการณ์ในการทำงานต่าง ๆ และความรู้จากวิชาที่ผมต้องการเรียน
แต่ผมไม่ได้เอาความรู้จากวิชาเอกไปใช้อะไรได้เลย
น้อง ๆ ที่กำลังจะสอบเข้าคณะนี้ เอกวิชานี้ ขอให้น้อง ๆ คิดให้ดี ๆ ครับว่าตัวเองต้องการที่จะ
เรียนภาษาอังกฤษระดับสูง จริง ๆ รึเปล่า รักที่จะเรียนภาษาอังกฤษ จริง ๆ รึเปล่า
เพราะถ้าคำตอบคือ "ไม่" น้องเรียนได้ แต่ไม่มีความสุขแน่นอนครับ
หากน้องๆ เลือกจะเรียนเพราะเห็นว่า คะแนนมันสูง คณะนี้คนเข้าได้จะถูกมองว่าเป็นคนเก่ง เลือกตามเพื่อน
ตามแฟน ฯลฯ ที่ไม่ใช่เพราะอยากจะเรียนภาษาอังกฤษระดับสูงล่ะก็ ขอให้คิดใหม่อีกทีดี ๆ นะครับ
ทุกวันนี้ผมก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ครับ รับงานเรื่อยเปื่อยใครมีอะไรมาให้ทำก็ทำหมด ผมก็มีความสุขดีครับ
ไม่เคยเสียใจที่ไม่มีกระดาษโง่ ๆ มาแปะฝาบ้านไม่ต้องพึ่งเงินพ่อแม่ ก็หาเลี้ยงชีพตัวเองได้
มีเงินพอจะช่วยให้น้องได้ใช้จ่ายบ้างถ้่าใช้จ่ายอย่างประหยัด
เรียนมหาวิทยาลัย ถามตัวเองครับมาเรียนเพื่อเอา "ปัญญา" หรือเรียนเพื่อซื้อ "ปริญญา"
ใครจะรับ Tag ไปทำต่อก็ตามสบายเลยครับ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่น้อง ๆ เตรียมสอบเข้าทุกคน
Tag เรียน......อย่างคนมีกึ๋น
กติกา:
1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่
2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น" <-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป
3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??
4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ

火の風
)
แต่สาวมนุษย์อิ๊งงามแต้ๆน่อ
#1 By ยังคง... on 2008-10-03 07:36